ด่วน! ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอดีต 2 ป.ป.ช. ‘วัชรพล-สุภา’ คนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบปกปิดสำนวนสอบนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม ฝ่าฝืนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ลงดาบจำคุกคนละ 3 ปี โดยไม่รอการลงอาญา “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” และ “น.ส.สุภา ปิยะจิตติ” สองอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ฐานความผิดร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 กรณีมีพฤติการณ์สมคบกันลงมติปกปิด สำนวนคดีไต่สวนการยืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ฝ่าฝืนคำพิพากษาเด็ดขาดของศาลปกครองสูงสุด

 

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 11.28 น. ณ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ในโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมไทย คดีหมายเลขดำที่ อท.95/2567 และคดีหมายเลขแดงที่ อท.60/2569 ซึ่งมี นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นจำเลยที่ 1, นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นจำเลยที่ 2 พร้อมด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตกรรมการ รวมทัั้งสิ้น 12 คน เป็นจำเลยในฐานความผิดร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83

 

 

 

คำฟ้องของโจทก์ระบุข้อเท็จจริงพฤติการณ์แห่งคดีโดยย่อว่า โจทก์ทำหน้าที่เป็นนักสิทธิมนุษยชนและประธานเครือข่ายภาคประชาชนในการตรวจสอบทุจริต โดยเมื่อระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 เวลากลางวัน กลุ่มจำเลยทั้งหมดซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยละเว้นไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ และฝ่าฝืนคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลปกครองสูงสุด (คดีหมายเลขแดงที่ อ.224/2566) ที่สั่งบังคับให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารชุดข้อมูลข่าวสารจำนวน 3 รายการ แก่นายวีระ สมความคิด ประกอบด้วย

1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องนาฬิกาหรูและแหวนเพชร

2.รายงานสรุปความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบสำนวน

3.รายงานการบันทึกประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทว่า กลุ่มจำเลยกลับเพิกเฉย จนเป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางต้องออกคำบังคับและลงโทษสั่งปรับสำนักงาน ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. รายละ 5,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ซึ่งต่อมาแม้ ป.ป.ช. จะส่งหนังสือด่วนที่สุดให้โจทก์ไปรับเอกสาร แต่กลับพบว่าจำเลยได้ร่วมกันส่งมอบเอกสารที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน มีการนำหมึกสีดำมาคาดทับตัวอักษรและปกปิดข้อความสำคัญสาระสำคัญเป็นจำนวนมาก เจตนาสมคบกันปกปิดความจริง

ทั้งนี้ ในระหว่างขั้นตอนกระบวนการพิจารณาคดี มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคและสารบบคำร้อง โดยโจทก์ได้ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 (นายปรีชา เลิศกมลมาศ) เนื่องจากครบวาระอายุ 70 ปีไปก่อนเกิดเหตุ ศาลจึงจำหน่ายฉลุย และในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 มีคำสั่งพิพากษาว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3, 7, 8 และ 11 ที่ร่วมลงมติไม่เปิดเผยข้อมูลมีมูลความผิดตามมาตรา 157 จึงให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาเพียง 4 ราย และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1, 2, 5, 6, 9, 10 และ 12 ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 (นายวิทยา อาคมพิทักษ์) และจำเลยที่ 11 (นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา) ศาลอนุญาต จนกระทั่งในวันสืบพยานโจทก์พยายามยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 7 อีกครั้ง แต่ในคราวนี้ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลสำคัญว่า “คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและรัฐเป็นสำคัญ” จึงเดินหน้าพิจารณาคดีต่อจนนำมาสู่การอ่านคำพิพากษา

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำวินิจฉัยเชิงลึกระบุว่า โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การขอข้อมูลข่าวสารย่อมเป็นไปเพื่อการตรวจสอบความโปร่งใส โจทก์จึงถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงในทางคดีและมีอำนาจฟ้องตามกฎหมาย ชี้ชัดว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช. และจำเลยที่ 7 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จริง พิพากษาลงทัณฑ์สถานหนัก สั่งจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปีเต็ม โดยไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ (ไม่รอลงอาญา) อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา พล.ต.อ.วัชรพล และ น.ส.สุภา ได้ดำเนินการยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) ยื่นอุทธรณ์สู้คดีตามสิทธิ์กระบวนการยุติธรรมในชั้นต่อไป

Scroll to Top